thaiteachers.tv
 
 
 
 
  การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ฉบับปรับปรุงใหม่
การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ฉบับปรับปรุงใหม่

A study of Mathematics Education Studentโโ‚ฌ™s Attitude about Science, Technology, Engineering and Mathematics Education Curriculum (STEM)

คุรุรัตน์ ปูพบุญ, วันวิษา กรีรัมย์, รัฐวิชญ์ เกษรสิทธิ์*, จิรวดี สระทองเมือง, กาญจนา ชีวะประมง

สาขาคณิตศาสตรศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

สังคมโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในศตวรรษที่ 21 ทั้งทางด้านวิทยาการ เครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาความรู้มีความสำคัญมากกว่าเนื้อหาความรู้ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ผู้เรียนมีการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้อย่างกว้างขวางและไร้พรมแดน (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556) การพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ มักเกิดขึ้นได้อย่างแพร่หลาย โดยนักคิดค้นและพัฒนามีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ง่ายมากขึ้น ด้วยกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมส่งผลให้เกิดแนวความคิดต่อการจัดการศึกษานั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ปัจจุบันองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ นับว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานในการสร้างงานวิจัย มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต และความเข้าธรรมชาติ ซึ่งบทบาทของพลังงานในจักรวาลและชีวิตของเรานำไปสู่การใช้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อตอบคำถามและแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน และด้านวิทยาการต่าง ๆ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ จากการศึกษาและงานวิจัยพบว่าประเทศใดที่ประชากรมีความรู้พื้นฐานความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์อยู่ในระดับสูงก็อนุมานได้ว่าประเทศนั้นมีความได้เปรียบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จะส่งผลให้ประเทศนั้น ๆ สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว (สถาบันวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2555)

โรงเรียนต่าง ๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามีการนำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา เพื่อเน้นให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะการเรียนรู้ที่บูรณการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์มาเพื่อเน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการสร้างนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยตนเอง (Scott, 2010) โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความขีดความสามารถของประเทศไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งในหลาย ๆ ด้านดังที่เคยเป็นมาในขณะที่ขีดความสามารถของนานาประเทศก้าวหน้าไปอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความถดถอยของการจัดการศึกษาในปี ค.ศ. 2006 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2003 นอกจากนั้นความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ลดจำนวนลง ประชากรวัยทำงานทางด้านนี้ก็มีจำนวนน้อยลงเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลของอเมริกาลงทุนพัฒนาจัดการศึกษาในหลักสูตรเป็นจำนวนมาก มีการประกาศแผนเพื่อใช้กับโรงเรียนในรัฐต่าง ๆ เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดให้นักเรียน และช่วยให้กลุ่มสังคมของพวกเขาเจริญเติบโตมากขึ้น (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556)

นอกจากนั้นแล้วประเทศอื่น ๆ ก็มีความสนใจ STEM Education เช่นกัน ซึ่งประเทศจะผลิตบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ STEM Degree จำนวนมากซึ่งแสดงให้เห็นของสถานการณ์ความสำคัญของ STEM Education ในอนาคต (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556) ส่วนในประเทศไทยภายใต้การนำของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กำลังผลักดันแนวคิดที่จะนำการจัดการศึกษาแบบ STEM มาใช้ในการจัดการศึกษาของประเทศไทย (วรารัตน์ วงศ์เกี่ย, 2556)

การนำแนวคิดต่าง ๆ มาปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดการศึกษาเดิมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นักการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง ครู อาจารย์ และผู้บริหารจะต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง การนำแนวคิด STEM Education มาใช้ในประเทศไทยในเช่นเดียวกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาในอนาคต อาจส่งผลให้การใช้ STEM Education ไม่บรรลุเป้าหมาย (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556)

การบรรลุเป้าหมาย และจุดประสงค์ตามหลักการที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจที่ถูกต้อง การศึกษาถึงข้อดีและข้อเสีย ผลการวิจัย องค์ประกอบหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเตรียมการพร้อมในการใช้งาน STEM Education จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นสิ่งแรก ดังนั้นการวิจัยเพื่อศึกษาทัศนคติต่อหลักสูตรเป็นการสำรวจความคิดเห็น รวมทั้งความรู้ และความเข้าใจ ในหลักสูตรของบุคลากร เพื่อจะเป็นข้อมูลในการเสนอประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการใช้หลักสูตร รวมทั้งการเตรียมความพร้อมบุคลากร

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อศึกษาทัศนคติของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
เพื่อศึกษาวิธีการรับรู้ข่าวสารของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
สมมติฐานของการวิจัย

ทัศนคติของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) แตกต่างกันเมื่อจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล
ความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) แตกต่างกันเมื่อจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล
ขอบเขตของการวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา คณิตศาสตรศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวนทั้งหมด 117 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา การกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูป สุ่มจากประชากรนักเรียนสาขาคณิตศาสตรศึกษาจำนวน 92 คน วิธีการสุ่มโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มคือ โครงการพิเศษรุ่น 1 มีจำนวน 44 คนสุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 35 คน โครงการพิเศษรุ่น 2 มีจำนวน 34 คนสุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 28 คน ภาคพิเศษห้องที่ 1 มีจำนวน 22 คนสุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 18 คน และภาคพิเศษห้องที่ 2 มีจำนวน 17 คนสุ่มประชากรตัวอย่างจำนวน 14 คน
ตัวแปรในการศึกษา

ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานะ สถานภาพ อาชีพ วุฒิการศึกษา สาขาวิชาเอก
ตัวแปรตาม คือ ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการรับรู้ข่าวสารของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่
นิยามศัพท์เฉพาะ

นักศึกษาสาขาคณิตศาสตรศึกษา หมายถึง นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาคณิตศาสตรศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
หลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ หมายถึง หลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) วิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา
ทัศนคติ หมายถึง ความคิดเห็น ขอเสนอแนะ ความรู้สึก ความเชื่อ หรือความคิดเห็นใดก็ตามในลักษณะการประเมินค่าเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี
ความรู้ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจำและเข้าใจรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ที่บุคคลได้สะสมไว้ ตลอดจนสามารถที่จะสื่อความหมาย แปลความ ตีความ ขยายความ เกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี
วิธีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หมายถึง การได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากแหล่งข่าวสารต่างๆ เช่น การอบรม สื่อออนไลน์ สิ่งพิมพ์ บุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญ
ปัจจัยส่วนบุคคล หมายถึง ลักษณะเฉพาะของบุคคล ซึ่งประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพและประสบการณ์
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ได้ทราบทัศนคติของนักศึกษาสาขาคณิตศาสตรศึกษา ที่มีต่อหลักหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
ได้ทราบความรู้ความเข้าใจของนักศึกษาสาขาคณิตศาสตรศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
ได้ทราบวิธีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนักศึกษาศึกษาสาขาคณิตศาสตรศึกษา ที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education)
เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับองค์กรที่ผลิตหลักสูตรให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลของหลักสูตร STEM ได้ตรงกับวิธีการรับรู้ข่าวสารของบุคลากรและนักศึกษา
สามารถนำผลการวิจัยทัศนคติและความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร STEM ไปใช้เป็นข้อคิดเห็นในการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 มาใช้หลักสูตร STEM
สรุปผลการวิจัย

ผลการศึกษาทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการรับรู้ข่าวสารของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) สรุปได้ 12 ประเด็นดังนี้

นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) อยู่ในระดับมาก
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) อยู่ในระดับมาก
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีมีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่จบการศึกษาสาขาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ การสอนคณิตศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ มีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่ประกอบอาชีพรับราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา รัฐวิสาหกิจ พนักงานเอกชน ธุรกิจส่วนตัว และอื่น ๆ มีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีระดับอายุในช่วง 21-30 ปี ช่วง 31-40 ปี และช่วง 41 ปี ขึ้นไปมีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาเพศชายและเพศหญิงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่จบการศึกษาสาขาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ การสอนคณิตศาสตร์ และสาขาวิชาอื่น ๆ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่ประกอบอาชีพรับราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา รัฐวิสาหกิจ พนักงานเอกชน ธุรกิจส่วนตัว และอื่น ๆ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาที่มีระดับอายุในช่วง 21-30 ปี ช่วง 31-40 ปี และช่วง 41 ปี ขึ้นไปมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ไม่แตกต่างกัน
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีวิธีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรทางเว็บไซต์ของ สสวท. (http://www.ipst.ac.th) มีความถี่มากที่สุด รองลงมาคือเพื่อนและคนรู้จัก และวิธีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรทางวารสารต่างประเทศมีความถี่น้อยที่สุด น้อยรองลงมาคือวิทยุกระจายเสียง
อภิปรายผล

จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นมีประเด็นที่สามารถนำมาอภิปรายได้ดังนี้

นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีทัศนคติต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) อยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล อันได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สาขาวิชาที่จบการศึกษา และอาชีพแล้วนักศึกษา คณิตศาสตรศึกษาจะมีทัศนคติที่ไม่แตกต่างกันในแต่ละปัจจัย แสดงให้เห็นว่านักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีทัศนคติต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากซึ่งนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาจะมีความคิดเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ทั้งนี้ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิดของพรทิพย์ ศิริภัทราชัย ที่เขียนในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในเรื่อง STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ว่าหลักสูตรเป็นการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชานั่นคือเป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งได้นำจุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่างลงตัว และเป็นการบูรณาการที่สามารถจัดสอนได้ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และพบว่าการสอนโดยครูผู้สอนใช้วิธีการสอนแบบ Project-based Learning, Problem-based Learning, Design-based Learning ทำให้นักเรียนสามารถสร้างสรรค์ พัฒนาชิ้นงานได้ดี และถ้าครูผู้สอนสามารถใช้ STEM Education ในการสอนได้เร็วเท่าใดก็จะยิ่งเพิ่มความสามารถและศักยภาพผู้เรียนได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การสอนนั้นมีความหมายต่อผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของการเรียนนั้น ๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการทำงาน การเพิ่มมูลค่า และสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศด้านเศรษฐกิจได้ (พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556)
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) อยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล อันได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สาขาวิชาที่จบการศึกษา และอาชีพแล้วจะมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรที่ไม่แตกต่างกันในแต่ละปัจจัย แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรอยู่ในระดับมากซึ่งกลุ่มนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาจะมีความคิดเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของกอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ ที่เขียนบทความการสรุปความรู้จากการอบรมวิชาการหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) จาก สสวท. ว่า STEM Education เป็นคำใหม่ในวงการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งได้แนวคิดมาจากสหรัฐอเมริกาแต่ในที่จริงแล้วแนวคิดของ STEM Education อาจเป็นสิ่งที่ดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้ทำในรูปแบบของโครงงานต่าง ๆ อยู่แล้วเพียงแต่การเพิ่มให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในการนำ STEM ที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์มาใช้เป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งอาจออกมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ วิธีการ หรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่สนใจ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งจุดเริ่มต้นของการใช้กระบวนการ STEM ในการเรียนรู้ อาจเริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงไปคลุกคลี มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน ท้องถิ่น ทั้งภายในโรงเรียน และภายนอกโรงเรียน แล้วใช้ทักษะการสังเกต เพื่อมองเห็นถึงปัญหาหรือสิ่งที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วตั้งคำถาม เพื่อกำหนดจุดหมายในการดำเนินการโดยใช้กระบวนการ STEM เป็นแนวทางในการพาไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกัน และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์, 2556)
นักศึกษาคณิตศาสตรศึกษามีวิธีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรทางเว็บไซต์ของ สสวท. (http://www.ipst.ac.th) มีความถี่มากที่สุด รองลงมาคือเพื่อนและคนรู้จัก และวิธีการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรทางวารสารต่างประเทศมีความถี่น้อยที่สุด น้อยรองลงมาคือวิทยุกระจายเสียง ทั้งนี้เนื่องจากเว็บไซต์ของ สสวท. เป็นแหล่งข้อมูลที่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ และเป็นที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ประกอบกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่เป็นโครงการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่คิดค้นโดยทีมงานของ สสวท. จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่ปฐมภูมิที่สามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้อย่างดีและน่าเชื่อถือมากที่สุด
ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำงานวิจัยไปใช้

ผลการวิจัยทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจ หรือเป็นข้อมูลในการจัดทำหลักสูตรใหม่ปี 2556 ซึ่งในขณะนี้ทาง สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้นำหลักสูตรฉบับร่างออกมาให้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อเป็นข้อมูลตอบกลับไปยัง สสวท. ในฐานะความคิดเห็นของผู้ใช้งานหลักสูตร คณะผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ดังนี้

ทัศนคติของนักศึกษาคณิตศาสตรศึกษาต่อหลักสูตรวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ (STEM : Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ได้มีการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการเรียนการสอนที่จะสามารถนำหลักสูตร STEM ไปใช้ได้ จึงทำให้นักศึกษามีทัศนคติที่ดีอยู่ในระดับมากต่อหลักสูตร เพราะหลักสูตร STEM เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่วิทยาศาสตร์ (S) เทคโนโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ (E) และคณิตศาสตร์ (M) ซึ่งได้นำจุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่างลงตัว จึงจะเห็นได้ว่าการใช้หลักสูตร STEM ในการจัดการเรียนการสอนนั้นครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในศาสตร์ที่ตนเรียนมา พร้อมทั้งสามารถเชื่อมโยง บูรณาการความรู้ในศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาที่สอนมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นการพัฒนาครูจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรให้ความสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา แม้ว่าเครื่องมือที่ใช้จะดีหรือมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่มีความสามารถในการใช้งานก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่วางไว้ได้ นอกจากนี้ในการจะทำสิ่งใดให้ประสบผลสำเร็จทัศนคติที่ดีต่อสิ่งนั้นก็เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

ควรมีการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านสาขาวิชาเรียน มหาวิทยาลัย ระดับการศึกษา หรืออาชีพ
ควรมีการวิจัยกับผู้ใช้หลักสูตรในสถานศึกษาอีกกลุ่มตัวอย่างเพื่อจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาวางแผนนโยบายการจัดอบรม พัฒนา หรือให้ความรู้ที่แพร่หลายได้ตรงจุด
เนื่องจากทาง สสวท. ได้มีการนำหลักสูตรไปทดลองใช้กับสถานศึกษาในเครือข่ายของ สสวท. จึงควรมีการวิจัยต่อยอดโดยการวิจัยสภาพการใช้หลักสูตร ความพึงพอใจในการใช้หลักสูตร เป็นต้น
บรรณานุกรม

กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์. (2556). STEM Education. 1. Retrieved 15 ธันวาคม, 2556, from http://teacherkobwit2010.wordpress.com/stem-education/

Scott, Catherine. (2010). An Investigation of Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM) Focused High Schools in the U.S. Journal of STEM Education, University of North Carolina at Chapel Hill, 13(5), 30.

พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 33(2), 49.

วรารัตน์ วงศ์เกี่ย. (2556). STEM กับการศึกษาไทย. จุลสารนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล, 8(30), 7.

สถาบันวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2555, 21 ธันวาคม 2556). โครงการสัมนาการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบการรู้สำรวจตรวจสอบเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน. from related:teacherkobwit2010.files.wordpress.com/2012/11/e0b89be0b881e0b884e0b8b3e0b899e0b8b3e0b8aae0b8b2e0b8a3e0b89ae0b8b1e0b88d-stem.doc
พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 33(2), 49.
โดย วิชญ์วิสิฐ เกษรสิทธิ์ (2018-04-08 02:01:07)
 

* กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น *
.
โครงการโทรทัศน์ครู บริหารโครงการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สงวนลิขสิทธิ์ © 2553 - 2555
ดำเนินงานโดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20131 โทร 038-102-700 ต่อ 616, 617
เสนอแนะโครงการโทรทัศน์ครู: ตู้ ปณ. 3 มหาวิทยาลัยบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 E-Mail : info@thaiteachers.tv