Thai Teachers TV Blog | สมัครสมาชิก | ติดต่อโทรทัศน์ครู
อ.อรุณ ร่มแก้ว
ปฏิทิน
<< มีนาคม 2560
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
2627281234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930311
เรื่องล่าสุด
 
O-NET แล้วได้อะไร?
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555
โดย อ.อรุณ ร่มแก้ว

O-NET แล้วได้อะไร?

 

ครูอรุณ  ร่มแก้ว
โรงเรียนบ้านปางป้อม
สพป.พะเยา เขต 2

……………………

 

       O-NET คืออะไร คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา คงไม่รู้ ไม่สนใจ แม้ครูเองก็เถอะ เข้าใจว่าคงมีบางคนที่อาจจะยังไม่ลึกซึ้งนัก

       O-NET คือ การทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ซึ่งมาจากคำว่า Ordinary National Education Test ที่จัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า National Institute of Educational Testing Service ตัวย่อ NIETS

       การสอบ O-NET นี้จะใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดต่างๆให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งก็จะใช้วัดความรู้และความคิดของนักเรียนในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยที่ข้อสอบจะประกอบไปด้วยเนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้

       ข้อสอบ O-NET ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เสียๆ หายๆ มีให้เห็น ให้ได้ยินทุกปี หลายคนอาจจะชื่นชม แต่อีกหลายคนอาจจะออกมาแสดงอารมณ์ ที่รุนแรง มากบ้าง น้อยบ้างต่างกัน สำหรับผู้เขียนคิดว่า ครูไม่ควรสนใจคะแนน O-net มากนัก (แต่จำเป็นต้องสนใจ เพราะ เป็นนโยบายของเจ้านาย)

       การสอบ O-NET ตอบโจทย์การศึกษาได้แค่ไหน 

          - ข้อสอบเพียงไม่กี่ข้อ วัดครอบคลุมได้แค่ไหน

          - คนที่สอบได้คะแนนน้อย ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเป็นคนดีของสังคมไม่ได้

          - คนที่ได้คะแนนมาก อาจจะเป็นได้แค่ คนจน ข้าราชการชั้นผู้น้อย

          - คนที่เรียนตกซ้ำชั้น แต่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

          - คนเรียนไม่เก่ง แต่นำผ้าป่าสามัคคีถวายวัดและโรงเรียนปีละหลายแสน

          - ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย

       O-NET ทำร้ายการศึกษาไทย เพราะการนำคะแนน O-NET ของแต่ละโรงเรียนมาเปรียบเทียบกัน ทำให้ครูหันไปสอนแบบสอนข้อสอบ เพราะต้องการ ผล คือ คะแนน  ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ถูกมองแค่ผลการเรียนรู้ในรายวิชา ส่วนคุณลักษณะที่พึงประสงค์(สำคัญที่สุด) กลับถูกละเลย กระบวนการสอนเป็นกลุ่ม การทำงานเป็นทีม กำลังจะสูญพันธุ์

       ได้โปรดพิจารณานิดหนึ่งเถิดเจ้านาย...

          - ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาควรเน้นที่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ แล้วจึงตามด้วยผลการเรียนรู้ด้านวิชาการมิใช่หรือ

          - ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์นั้น คนไทยต้องมีคุณภาพสูงสุดและเท่ากันทุกคน ส่วนด้านวิชาการ ควรมีคุณภาพลดหลั่นกันไปตามความสามารถและระดับสมอง จะเท่ากันทุกคนย่อมไม่ได้

       เด็กเกิดจากต่างบิดา มารดา ต่างสถานที่ พื้นฐานต่างกัน ความอัจฉริยะของคนต่างกัน รักชอบคนละด้าน มาตรฐานต่างกัน ฯลฯ จะให้ทุกคนฉลาดหมดทุกอย่าง ย่อมเป็นเรื่องยากแสนยาก ถึงแม้บางคนอาจทำได้ทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็เก่ง "อย่างเป็ด"

 

       เด็กทุกคนมีแววความฉลาด

       ความฉลาดสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ประเภทได้แก่ (ปรียานุช ขุณเณร :http://www.vcharkarn.com/varticle/37342. 2555)

          1. ความฉลาดทางด้านภาษา (linguistic intelligence)

          2. ความฉลาดทางด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (logical-mathematical intelligence)

          3. ความฉลาดทางด้านมิติสัมพันธ์ (spatial intelligence)

          4. ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหว (bodily intelligence)

          5. ความฉลาดทางด้านดนตรี (musical intelligence)

          6. ความฉลาดในการเข้าใจตัวเอง (intrapersonal relation intelligence)

          7. ความฉลาดทางด้านมนุษยสัมพันธ์ (interpersonal relation intelligence)

เลือกเอาสักทางที่ใช่ตัวฉัน ทำอย่างจริงจัง น่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ? 

       ผู้เขียนคิดว่า...

          - เด็กคนเดียว เก่งบางอย่าง และ ไม่เก่งในบางเรื่อง 

          - เด็กที่สมองไม่ดี ถ้ายัดเยียดความเก่งให้เขา พยายามให้เด็กทุกคนเก่งเหมือนกัน นั่นคือ การทำร้ายเด็ก

          - อาจเป็นไปได้ว่า เราให้เด็กเก่งทุกเรื่อง เด็กเลยไม่เก่งสักเรื่อง อ่านไม่ได้ เขียนไม่เป็น พูดไม่เก่ง ฟังไม่เข้าใจ

 

       ผู้เขียนเคยไปญี่ปุ่น 2 ครั้ง ๆ ละ เดือนกว่าๆ ได้พบว่า... "สังคมญี่ปุ่น ครอบครัวคนญี่ปุ่น ครูญี่ปุ่น เขาร่วมมือ เอาจริง เอาจัง ปลูกฝังให้คนของเขามี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพราะเขาเชื่อว่า เมื่อทุกคนอัดแน่นด้วยคุณลักษณะที่พึงประสงค์แล้ว จะสามารถพัฒนาวิชาการได้ง่าย พัฒนาประเทศได้ง่าย" คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของคนญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง ดูจากคนญี่ปุ่นได้เลย

       มาดูความแตกต่างญี่ปุ่นกับไทย

          - ที่ญี่ปุ่น เขาสอนเน้น คุณลักษณะที่พึงประสงค์… ส่วนประเทศยากจน(พี่ไทย) สอนเพื่อสอบ (O-NET , NT)

          - ญี่ปุ่นพัฒนาชาติ ด้วยการพัฒนาคน (ระเบียบวินัยในตนเอง) ... ส่วนไทยพัฒนาทางด้านวัตถุ เช่น ถนนหนทาง ตึกหรู โทรศัพท์ ฯลฯ

          - ห้องเรียนอนุบาล , ป.1 ในญี่ปุ่น เป็นห้องเรียนที่แสนจะเรียบง่าย ที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัย…  แต่ไทยเรา แจกเทปเล็ต และฝึกเด็กให้เป็นทาสของ “ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป” (ของเล่น)

          - เด็กญี่ปุ่นเดิน และขี่จักรยานไปโรงเรียน...  เด็กไทยขับมอเตอร์ไซค์ (ญี่ปุ่นได้กำไร เด็กไทยกลายเป็นทาส)

          - เช้าวันจันทร์เด็กอนุบาลที่ญี่ปุ่น เดินไปโรงเรียนพร้อมกระเป๋าหนักอึ้งสองสามใบ ส่วนผู้ปกครองเดินมือเปล่า (เขาบอกว่า สอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเอง)... ส่วนพ่อแม่ไทยช่วยเหลือเด็กทุกอย่าง (รักลูกมาก กลัวลูกเหนื่อย)

          - เด็กอนุบาลญี่ปุ่นต้องใส่กางเกงขาสั้นในช่วงฤดูหนาว (คุณแม่ญี่ปุ่นรายหนึ่งบอกว่า “ใช่แล้ว เด็กๆจะล้มป่วยในสัปดาห์แรก จากนั้นจะมีความอดทนเป็นเลิศ”)

          - เด็กญี่ปุ่นอายุยังไม่ถึง 4 ขวบ แต่ต้องวิ่งมาราธอนจนถึงเส้นชัย และต้องไต่เขา 1 ชั่วโมง... (ถ้าทำแบบนี้ที่เมืองไทย ครูคงโดนไล่ออก)

          - ฯลฯ

 

       ตรงนี้ต่างหากที่ต้องปลูกฝังให้ได้

       สิ่งที่ครูต้องสอน เอาจริง เอาจัง เด็กทุกคนต้องเรียนรู้และปฏิบัติได้เท่ากัน คือ คุณธรรม จริยธรรม จิตอาสา วินัยในตัวเอง นิสัยรักการอ่าน ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน ฯลฯ หรือที่เรียกว่า "คุณลักษณะที่พึงประสงค์" (แต่สิ่งเหล่านี้ สอนแล้วไม่ได้คะแนน เจ้านายจึงไม่ค่อยจะปลื้ม)

       การพัฒนาด้านวิชาการ ครูควร...

          - เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล

          - สอนเด็กเป็นรายบุคคล เด็กเก่งด้านไหนส่งเสริมด้านนั้น

          - สอนให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เน้นกระบวนการกลุ่ม การทำงานเป็นทีม

          - วัดและประเมินผลจากสภาพจริง  เป็นรายบุคคล ผลของการประเมินอาจจะไม่ออกมาเป็นคะแนน แต่ประเมินผลเพื่อให้ทราบว่า จุดแข็ง จุดอ่อนอยู่ที่ไหน จะสามารถพัฒนาต่อไปอย่างไร ไม่ใช่ต้องการทราบว่าได้คะแนนเท่าใด ใครเก่งกว่ากัน

       การสอนปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ช่วยให้การพัฒนาด้านวิชาการและอื่นๆ ทำง่ายขึ้น และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวคิด วิธีการแบบนี้ ผู้เขียนเชื่อ และศรัทธา ได้นำมาใช้กับเด็กตลอดมา ได้ทำแล้ว ได้ผลแล้ว อยากบอกต่อ แต่ไม่รู้ว่าใครจะฟังบ้าง

 

บรรณานุกรม

ปรียานุช ขุณเณร. รู้จักความอัจฉริยะของสมอง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :  http://www.vcharkarn.com/varticle/37342. สืบค้น 22 กุมภาพันธ์ 2555.

 


ทักทายกันก่อน
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554
โดย อ.อรุณ ร่มแก้ว

สวัสดีครับ พี่น้องครูทุกท่าน

กระผมครูอรุณ ร่มแก้ว (ลุงรุน) ขอรายงานตัวครับ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ครูลุงรุนไม่ได้เลิศเลอ เพอร์เฟคอะไร
ได้มีโอกาสเข้ามาเขียนบล็อคโทรทัศน์ครู ถือว่า มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันนะครับ

ช่วงนี้เป็นช่วงการแข่งขันทักษะวิชาการในงาน "ศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 61" ลุงรุนง่วนอยู่กับเด็กๆ จึงยังไม่สามารถเขียนบล็อคเป็นชิ้นเป็นอัน  จึงขอเรียนเชิญคุณครูทุกท่านติดตามผลงานเก่าๆ ได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ

การสร้างภาพเคลื่อนไหว : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/288964 
คำสอนดีดี เครื่องประดับของคนดี : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/342307

ขอขอบคุณล่วงหน้า สำหรับผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ถ้าท่านจะกรุณาติชม แนะนำ แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขอขอบคุณ คุณครูทุก ๆ ท่านที่มาเยี่ยมชม และร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไป
ขอขอบคุณทีมงานโทรทัศน์ครู ที่ให้เกียรติ ให้โอกาส ให้พื้นที่เขียนบล็อก

ขอขอบคุณครับ